กล้องดูดาว Celestron STARSENSE EXPLORER LT114AZ เปิดสายตาทะลุเกราะบรรยากาศ สัมผัสความยิ่งใหญ่ของจักรวาล


กล้องดูดาว Celestron STARSENSE EXPLORER รุ่น LT114AZ หน้าเลนส์ 114 มม. ทำหน้าที่เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมสายตาจากพื้นโลกออกไปสู่ความลับของจักรวาล

การดำรงชีวิตอยู่ภายใต้เกราะคุ้มกันของชั้นบรรยากาศช่วยให้มนุษย์ปลอดภัยจากภัยคุกคามในห้วงอวกาศ แต่ว่าความหลงใหลในแสงดาวกลับเตือนให้เรารู้ว่า โลกอันอบอุ่นใบนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ ท่ามกลางเอกภพอันกว้างใหญ่

การแง้มมองผ่านเลนส์สู่ความมืดมิดด้านนอกจึงเป็นการเปิดประตูเรียนรู้ธรรมชาติในระดับที่ลึกซึ้งขึ้น และทำให้เราเห็นคุณค่าของท้องฟ้าที่ห่อหุ้มเราอยู่ทุกวันอย่างแท้จริง


  • ข้อมูล กล้องดูดาว Celestron STARSENSE EXPLORER LT114AZ


  • มองขึ้นไปบนฟ้าอาจจะเห็นแค่ความว่างเปล่าสีฟ้ากระจ่างตา แต่จริงๆ แล้วท้องฟ้าผืนนั้นคือเกราะป้องกันสุดอัศจรรย์ที่ธรรมชาติมอบให้กับโลกใบนี้

    บรรยากาศของโลกเปรียบเหมือนกับโล่ล่องหนขนาดมหึมาที่ห่อหุ้มดาวเคราะห์ไว้ คอยรับมือกับภัยคุกคามจากห้วงอวกาศตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอุกกาบาตลูกเล็กลูกใหญ่ที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง หรือรังสีคลื่นสั้นอันตรายจากดวงอาทิตย์ที่พร้อมจะแผดเผา DNA ของสิ่งมีชีวิตให้พังทลายในเสี้ยววินาที


    ถ้าโลกไม่มีชั้นบรรยากาศคอยช่วยกรองและดูดซับสิ่งเหล่านี้ ดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ก็คงไม่ต่างอะไรกับดวงจันทร์หรือดาวอังคารที่เป็นเพียงก้อนหินแห้งแล้ง เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต และรังสีเข้มข้นจนสิ่งมีชีวิตไม่สามารถถือกำเนิดขึ้นมาได้เลย

    ถึงแม้ชั้นบรรยากาศจะมีบทบาทสำคัญในการปกป้องชีวิต แต่ความจริงที่น่าสนใจคือ มนุษย์สามารถอาศัยและมีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุขแค่ในพื้นที่ระดับล่างสุด ที่เรียกว่า ชั้นโทรโพสเฟียร์เท่านั้น

    ชั้นนี้สูงจากพื้นดินขึ้นไปเพียงแค่ประมาณ 10 ถึง 15 กิโลเมตร ซึ่งเป็นจุดที่มีอากาศหนาแน่นพอให้หายใจ มีความกดอากาศที่เหมาะสม และเป็นบริเวณที่เกิดปรากฏการณ์ทางอุตุนิยมวิทยาเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝน พายุ หมอก หรือหิมะ

    แต่ว่ายิ่งขยับขยายระยะห่างจากพื้นดินขึ้นไปสู่บรรยากาศชั้นที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สภาพแวดล้อมจะเริ่มแปรเปลี่ยนจากพื้นที่ที่เป็นมิตรต่อชีวิต ไปเป็นดินแดนสุดขั้วอันแสนอันตรายอย่างรวดเร็ว


    ถัดขึ้นไปจากชั้นที่มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ จะเป็น ชั้น สตราโตสเฟียร์ ซึ่งมีความสูงตั้งแต่ 15 ถึง 50 กิโลเมตร ชั้นนี้คือพระเอกตัวจริงในการทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันรังสีอันตราย เพราะมีก๊าซโอโซนรวมตัวกันอยู่อย่างหนาแน่น

    ก๊าซโอโซนจะคอยดูดซับรังสีอัลตราไวโอเลต หรือรังสี UV โดยเฉพาะ UV-B และ UV-C ที่มาจากดวงอาทิตย์ไม่ให้ลงมาถึงพื้นโลกในปริมาณที่เป็นอันตราย เพราะหากรังสีเหล่านี้เล็ดลอดลงมาได้ทั้งหมด มนุษย์และสิ่งมีชีวิตบนโลกจะเกิดมะเร็งผิวหนัง ตาบอด และเซลล์ถูกทำลายอย่างรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมในชั้นสตราโตสเฟียร์กลับไม่เหมาะกับการดำรงชีวิตของมนุษย์อย่างสิ้นเชิง อากาศในชั้นนี้เจือจางมากจนไม่สามารถใช้หายใจได้ และมีความกดอากาศต่ำมาก หากมนุษย์หลุดเข้าไปโดยไม่มีชุดอวกาศควบคุมความดัน

    ร่างกายจะเผชิญกับสภาวะที่เรียกว่า ขีดจำกัดอาร์มสตรอง (Armstrong Limit) ซึ่งเป็นระดับความสูงที่ความกดอากาศต่ำมากเสียจนจุดเดือดของน้ำลดลงมาเท่ากับอุณหภูมิร่างกายมนุษย์ ส่งผลให้น้ำและของเหลวในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำลาย น้ำตา หรือน้ำในปอด เริ่มเดือดกลายเป็นไอทันทีที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส


    สูงขึ้นไปอีกในระดับ 50 ถึง 85 กิโลเมตร จะเข้าสู่ ชั้น มีโซสเฟียร์ ชั้นนี้เปรียบเสมือนเกราะปะทะอุกกาบาต เมื่อวัตถุจากอวกาศพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วหลายหมื่นกิโลเมตรต่อชั่วโมง

    การปะทะกับโมเลกุลของอากาศอันน้อยนิดในชั้นนี้จะก่อให้เกิดความร้อนจากแรงเสียดทานสูงมาก จนอุกกาบาตส่วนใหญ่ลุกไหม้เกรียมเป็นขี้เถ้าและเกิดเป็นแสงวูบวาบที่เรียกกันว่า ดาวตก 

    หากไม่มีชั้นนี้ โลกจะถูกถล่มด้วยเศษหินจากอวกาศตลอดเวลา แต่ในมุมมองของการเอาชีวิตรอด ชั้นมีโซสเฟียร์ถือเป็นหนึ่งในสถานที่ที่โหดร้ายที่สุดในระบบสุริยะ อุณหภูมิในชั้นนี้สามารถลดต่ำลงได้ถึงติด -90 องศาเซลเซียสหรือเย็นกว่านั้น

    อากาศเจือจางจนแทบจะกลายเป็นสภาวะสุญญากาศ มนุษย์ที่ปราศจากอุปกรณ์ป้องกันจะสิ้นใจภายในเวลาไม่กี่วินาทีจากทั้งความเย็นจัด การขาดอากาศหายใจ และแรงดันที่ลดลงจนร่างกายรักษาสภาพไว้ไม่ได้



    ชั้นถัดไปที่ครอบคลุมความสูงตั้งแต่ 85 ไปจนถึงประมาณ 600 กิโลเมตร คือ ชั้น เทอร์โมสเฟียร์ ชั้นนี้ต้องรับศึกหนักที่สุดชั้นหนึ่ง เพราะต้องปะทะกับรังสีเอกซ์และรังสีแกมมาพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์โดยตรง

    การดูดซับพลังงานมหาศาลนี้ทำให้อุณหภูมิในชั้นเทอร์โมสเฟียร์พุ่งสูงขึ้นไปถึง 1,600 องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้น

    ฟังดูเหมือนเตาหลอมอันร้อนระอุ แต่ในความเป็นจริง หากมนุษย์ไปยืนอยู่ตรงนั้น ร่างกายจะไม่รู้สึกร้อนเหมือนยืนใกล้ไฟ เพราะโมเลกุลของอากาศอยู่ห่างกันมากจนไม่สามารถถ่ายเทความร้อนมาสู่ผิวหนังได้

    แต่สิ่งที่ฆ่ามนุษย์ในชั้นนี้คือ รังสีเข้มข้นที่ไร้การกรอง ซึ่งจะทะลุผ่านเซลล์และทำลายรหัสพันธุกรรมทันที

    นอกจากนี้ ในชั้นนี้ยังมีบริเวณที่เรียกว่า ไอโอโนสเฟียร์ ซึ่งอนุภาคอากาศถูกรังสีดวงอาทิตย์กระตุ้นจนแตกตัวเป็นประจุไฟฟ้า ช่วยสะท้อนคลื่นวิทยุสำหรับการสื่อสารบนโลก และยังเป็นจุดที่อนุภาคประจุไฟฟ้าจากลมสุริยะชนกับก๊าซในบรรยากาศจนเกิดเป็นปรากฏการณ์แสงเหนือแสงใต้หรือออโรราอันงดงามอีกด้วย

    นอกเหนือจากชั้นเทอร์โมสเฟียร์ออกไป คือ ชั้นเอกโซสเฟียร์ ซึ่งเป็นชั้นนอกสุดที่ค่อยๆ กลมกลืนหายไปในความว่างเปล่าของอวกาศ


    สิ่งที่น่าทึ่งคือ การทำงานของเกราะป้องกันโลกไม่ได้หยุดอยู่แค่ชั้นบรรยากาศก๊าซเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังทำงานร่วมกับสนามแม่เหล็กโลก หรือที่เรียกว่า แมกนีโตสเฟียร์ ซึ่งเบี่ยงทิศทางอนุภาคประจุพลังงานสูงจากลมสุริยะไม่ให้พุ่งชนบรรยากาศโลกโดยตรง

    หากไม่มีสนามแม่เหล็กคอยคุ้มกัน ลมสุริยะก็อาจจะค่อยๆ พัดเอาบรรยากาศของโลกให้หลุดลอยหายไปในอวกาศเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับดาวอังคารในอดีต

    ภาพรวมทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า โลกสร้างระบบนิเวศและการปกป้องที่สลับซับซ้อนอย่างน่าอัศจรรย์ ชั้นบรรยากาศแต่ละชั้นทำหน้าที่แบ่งรับภาระในการกรองภัยร้ายจากอวกาศอย่างเป็นระบบ

    แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกราะป้องกันนี้จะมีสภาพสุดขั้วเกินกว่าที่มนุษย์จะก้าวขาเข้าไปสัมผัสได้ด้วยตัวเอง แต่ความโหดร้ายของบรรยากาศชั้นบนเหล่านั้นนั่นเอง คือสิ่งที่แลกมาเพื่อให้พื้นที่อันอบอุ่นและปลอดภัยบนพื้นดินด้านล่าง สามารถเอื้อให้ชีวิตดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างยาวนาน

    การยืนอยู่บนพื้นดิน ชั้นโทรโพสเฟียร์ แหงนหน้ามองข้ามชั้นบรรยากาศอันซับซ้อนเหล่านี้ออกไป คือจุดเริ่มต้นความหลงใหลในอวกาศของมนุษยชาติมาทุกยุคทุกสมัย แสงดาวที่ทะลุผ่านเกราะบรรยากาศลงมาถึงตาเรา เป็นเพียงเสี้ยวความงามเล็กๆ ของจักรวาลอันกว้างใหญ่

    การแง้มประตูมืดมิดของห้วงอวกาศเพื่อดูว่ามีอะไรซ่อนอยู่หลังชั้นบรรยากาศ จึงต้องอาศัยอุปกรณ์สายตาที่รวบรวมแสงได้ทรงพลัง



    กล้องดูดาว Celestron STARSENSE EXPLORER รุ่น LT114AZ ก็ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมสายตาจากพื้นโลกออกไปสู่อวกาศอันไกลโพ้น

    การปฏิวัติวงการส่องดาวด้วยเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน

    อุปสรรคใหญ่ที่สุดของคนเริ่มต้นดูดาวในยุคก่อน คือความยุ่งยากในการระบุพิกัดบนท้องฟ้า การอ่านแผนที่ดาวหมุน การปรับตั้งศูนย์ทิศเหนือ หรือการจดจำกลุ่มดาวที่ไม่คุ้นเคย ทำให้หลายคนหมดความสนุกไปก่อนที่จะได้เห็นวงแหวนดาวเสาร์หรือแอ่งบนดวงจันทร์

    แต่กล้องดูดาว Celestron STARSENSE EXPLORER LT114AZ เปลี่ยนตรงนี้ด้วยการเป็นนวัตกรรมที่สามารถดึงศักยภาพของสมาร์ทโฟนมาใช้ในการนำทางดูดาวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

    หัวใจสำคัญอยู่ที่การทำงานร่วมกันระหว่างแท่นยึดโทรศัพท์บนตัวกล้องและแอปพลิเคชัน StarSense Explorer แอปนี้ไม่ได้เป็นเพียงแผนที่ดาวธรรมดา แต่ใช้เทคโนโลยีจดจำรูปแบบดาวบนท้องฟ้า (Patent-pending sky recognition technology)

    โดยเมื่อนำสมาร์ทโฟนยึดเข้ากับขาหนีบ และเปิดแอปพลิเคชัน ตัวกล้องถ่ายรูปของสมาร์ทโฟนจะทำการถ่ายภาพรูปแบบดาว ณ ตำแหน่งนั้น จากนั้นระบบจะประมวลผลเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ว่า ลำกล้องกำลังหันไปที่ทิศทางใดแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องพึ่งพาสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือคลื่นโทรศัพท์ขณะใช้งานในพื้นที่ห่างไกล

    ความแม่นยำนี้ช่วยให้การค้นหาวัตถุท้องฟ้ากลายเป็นเรื่องง่ายดาย เพียงเลือกวัตถุที่ต้องการดูบนหน้าจอ เช่น ดาวเสาร์ ดาวพฤหัสบดี หรือกาแล็กซีแอนโดรเมดา หน้าจอแอปพลิเคชันจะแสดงลูกศรสีส้มนำทาง ให้ผู้ใช้งานค่อยๆ ขยับหมุนกล้องตามทิศทางของลูกศร

    เมื่อลำกล้องเข้าใกล้เป้าหมาย ลูกศรสีส้มจะเปลี่ยนเป็นศูนย์เล็งสีแดง และเมื่อปรับตำแหน่งจนดาวอยู่ตรงกลางวงกลม สีจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวทันที ซึ่งหมายความว่าวัตถุท้องฟ้าชิ้นนั้นได้เข้ามาอยู่ตรงกลางเลนส์ใกล้ตาของกล้องดูดาวเรียบร้อยแล้ว พร้อมให้ก้มลงส่องดูได้ทันทีโดยไม่ต้องคาดเดา

    โครงสร้างระบบออปติคสะท้อนแสงและการรวมแสงทรงประสิทธิภาพ

    กล้องดูดาว Celestron STARSENSE EXPLORER LT114AZ เลือกใช้ระบบแสงแบบกล้องสะท้อนแสง (Newtonian Reflector) ซึ่งมีจุดเด่นสำคัญอยู่ที่การใช้กระจกเงาโค้งในการรับและรวมแสง แทนการใช้เลนส์แก้วหักเหแสงขนาดใหญ่

    ข้อดีของระบบสะท้อนแสง คือ การขจัดปัญหาความคลาดสี (Chromatic Aberration) หรือขอบสีขอบม่วงที่มักพบในกล้องหักเหแสงคุณภาพต่ำ ทำให้ได้ภาพวัตถุท้องฟ้าที่มีสีสันถูกต้องตามธรรมชาติและมีความคมชัดสูง

    ขนาดหน้าเลนส์รับแสง (Aperture) กว้างถึง 114 มิลลิเมตร หรือ 4.5 นิ้ว ตัวเลขนี้มีความสำคัญมากในทางดาราศาสตร์ เพราะความสามารถในการมองเห็นวัตถุริบหรี่ในอวกาศไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำลังขยายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ "ปริมาณแสงที่กล้องสามารถรวบรวมได้"

    หน้ากล้องขนาด 114 มิลลิเมตร มีกำลังรวมแสงสูงถึง 265 เท่าเมื่อเทียบกับดวงตามนุษย์ ช่วยให้แสงเดินทางผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามาตบกระทบกระจกอลูมิเนียมเคลือบพิเศษภายในลำกล้อง สะท้อนสร้างภาพที่สว่างสดใส

    สามารถเจาะรายละเอียดของหลุมอุกบาตบนดวงจันทร์ แถบเมฆบนดาวพฤหัสบดี วงแหวนของดาวเสาร์ หรือแม้กระทั่งวัตถุในอวกาศห้วงลึก (Deep Sky Objects) อย่างกระจุกดาวและเนบิวลาได้อย่างชัดเจน

    ลำกล้องมีความยาวโฟกัส (Focal Length) อยู่ที่ 1000 มิลลิเมตร และมีอัตราส่วนความยาวโฟกัส f/9 ตัวลำกล้องจริงมีความยาวหลอดออปติคอล (Optical Tube Length) อยู่ที่ 609.6 มิลลิเมตร ความยาวระดับนี้ให้ความสมดุลระหว่างระยะโฟกัสที่ยาวกับการจัดการขนาดลำกล้องที่ไม่เทอะทะจนเกินไป

    โดยระบบออปติคสะท้อนแสงนี้จะให้ภาพกลับหัวซึ่งเป็นลักษณะธรรมชาติปกติของกล้องสะท้อนแสงที่ออกแบบมาเพื่อการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์โดยเฉพาะ



    ขอบเขตกำลังขยายและชุดเลนส์ใกล้ตามาตรฐาน

    การเลือกกำลังขยายให้เหมาะสมกับวัตถุท้องฟ้าแต่ละประเภทเป็นปัจจัยสำคัญ กล้องรุ่นนี้มาพร้อมกับชุดเลนส์ใกล้ตามาตรฐาน 2 ขนาดความยาวโฟกัส ซึ่งครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่มุมกว้างไปจนถึงการเจาะรายละเอียดระยะไกล

    1. เลนส์ใกล้ตาความยาวโฟกัส 25 มิลลิเมตร (0.98 นิ้ว)
    ให้กำลังขยายพื้นฐานที่ 40 เท่า เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นเลนส์ค้นหา หรือใช้สังเกตการณ์วัตถุท้องฟ้าขนาดใหญ่ที่ต้องการมุมมองกว้าง เช่น กระจุกดาวเปิด ดวงจันทร์เต็มดวง หรือเนบิวลาสว่าง การใช้กำลังขยายระดับนี้จะให้ภาพที่สว่างและมีช่องมองภาพกว้าง ช่วยให้สบายตาในการสังเกตการณ์ต่อเนื่อง

    2. เลนส์ใกล้ตาความยาวโฟกัส 10 มิลลิเมตร (0.39 นิ้ว)
    ให้กำลังขยายเพิ่มขึ้นเป็น 100 เท่า เหมาะสำหรับการดึงภาพดาวเคราะห์เข้ามาใกล้ เพื่อดูรายละเอียดพื้นผิว เช่น รายละเอียดแอ่งบนดวงจันทร์ เงาของวงแหวนดาวเสาร์ หรือดวงจันทร์บริวารสี่ดวงหลักของดาวพฤหัสบดี

    3. การเพิ่มกำลังขยายด้วย 2X Barlow Lens
    เมื่อนำเลนส์ Barlow ขยาย 2 เท่า มาใช้งานร่วมกับเลนส์ใกล้ตาขนาด 10 มิลลิเมตร กำลังขยายจะถูกคูณเพิ่มเป็น 200 เท่าทันที ช่วยเพิ่มศักยภาพในการส่องเจาะวัตถุขนาดเล็กบนท้องฟ้า

    ตามสเปกทางเทคนิค ตัวกล้องมีกำลังขยายต่ำสุดอยู่ที่ 16 เท่า และสามารถทำกำลังขยายสูงสุดตามทฤษฎีทางออปติคได้ถึง 269 เท่า โดยมีระดับความสว่างของดวงดาวที่มองเห็นได้สูงสุด (Limiting Stellar Magnitude) อยู่ที่ระดับ 12.8

    ค่าความละเอียดเชิงมุมอยู่ที่ 1.22 arc seconds (Rayleigh) และ 1.02 arc seconds (Dawes) ซึ่งระบุถึงความสามารถในการแยกแยะจุดสว่างสองจุดที่อยู่ใกล้กันมากๆ บนท้องฟ้าให้ออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด

    ขาตั้งกล้องและระบบการควบคุมตำแหน่ง

    แท่นยึดและขาตั้งของ Celestron STARSENSE EXPLORER LT114AZ ใช้ระบบเมาท์ประเภท Manual Alt-Azimuth (Alt-Az) ซึ่งเป็นระบบควบคุมตำแหน่งพื้นฐานที่ใช้งานง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุด

    เมาท์ประเภทนี้ปรับหมุนได้ 2 แกน คือ แกนราบ (หมุนซ้าย-ขวา) และแกนดิ่ง (ปรับก้ม-เงย) ไม่จำเป็นต้องมีการถ่วงน้ำหนักซับซ้อน หรือการตั้งแกนขั้วฟ้าเหมือนเมาท์ระบบศูนย์สูตร (Equatorial Mount) ผู้ใช้งานสามารถจับด้ามควบคุมค่อยๆ แพนลำกล้องตามการนำทางของสมาร์ทโฟนได้อย่างลื่นไหล

    โครงสร้างขาตั้งกล้องทำจากวัสดุแข็งแรง สามารถปรับระดับความสูงได้ตั้งแต่ 70 เซนติเมตรเมื่อหดสั้นสุด ไปจนถึง 130 เซนติเมตรเมื่อยืดออกสูงสุด ทำให้ปรับระดับความสูงให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานได้ทุกวัย ไม่ว่าจะนั่งเก้าอี้ส่องหรือยืนใช้งาน

    ตัวลำกล้องมีขนาด 48 x 28 เซนติเมตร น้ำหนักรวมทั้งชุดอยู่ที่ 4.71 กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นน้ำหนักที่เบาเพียงพอสำหรับการยกเคลื่อนย้ายออกจากบ้านไปวางบริเวณสนามหญ้า หรือยกขึ้นท้ายรถยนต์เพื่อเดินทางไปแค้มปิ้งตามต่างจังหวัดที่มีฟ้ามืดสนิท

    นอกจากนี้ บนตัวลำกล้องยังติดตั้งกล้องเล็ง StarPointer แบบ Laser จุดแดง (Red Dot Finderscope) มาให้ในตัว สำหรับกรณีที่ต้องการเล็งวัตถุท้องฟ้าด้วยตาเปล่าในเบื้องต้น หรือใช้ปรับตั้งศูนย์เล็ง alignment ร่วมกับสมาร์ทโฟน



    👉 รายละเอียดโค้ดและซอฟต์แวร์เสริมภายในชุด

    เมื่อเปิดกล่องบรรจุภัณฑ์ขนาด 92 x 50 x 23 เซนติเมตร นอกจากอุปกรณ์ชิ้นส่วนกล้อง ขาตั้ง และเลนส์แล้ว สิ่งสำคัญที่แถมมาในชุดคือเอกสารแจ้งรหัสสิทธิ์การใช้งานซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์แท้ 2 ส่วนด้วยกัน

    ส่วนแรกคือ ใบแจ้งโค้ดขนาดใหญ่สีส้ม-น้ำเงิน ซึ่งบรรจุโค้ด 6 หลัก สำหรับลงทะเบียนรับโปรแกรมดาราศาสตร์ Starry Night Basic Edition บนคอมพิวเตอร์ โค้ดนี้ใช้ลงทะเบียนผ่านอีเมลเพื่อรับ Registration Number สำหรับสิทธิ์ผู้ใช้งานคนเดียว (Single User License) สามารถเปิดใช้งาน (Activate) ได้สูงสุด 2 เครื่อง

    โปรแกรมนี้ทำหน้าที่เป็นจำลองแผนที่ท้องฟ้าสามมิติอันทรงพลังบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ช่วยในการศึกษาตำแหน่งดาว วางแผนการสังเกตการณ์ล่วงหน้า (โปรแกรมเวอร์ชันนี้เป็นแผนที่ดาวเพื่อการศึกษา ไม่ได้ใช้สำหรับการควบคุมกล้องผ่านคอมพิวเตอร์)

    ส่วนที่สองคือ ใบแจ้งโค้ดขนาดเล็กสีส้มล้วน ซึ่งบรรจุโค้ด 8 หลัก สำหรับปลดล็อกแอปพลิเคชัน StarSense Explorer บนสมาร์ทโฟน โค้ดแผ่นนี้มีความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นรหัสที่ใช้เปิดระบบนำทางดวงดาว โดยโค้ด 1 ใบ สามารถปลดล็อกการใช้งานบนสมาร์ทโฟนได้สูงสุด 5 ครั้ง จึงควรเก็บรักษาแผ่นโค้ดนี้ไว้เป็นอย่างดี และหลีกเลี่ยงการลบแอปพลิเคชันทิ้งโดยไม่จำเป็น เพื่อรักษาสิทธิ์จำนวนครั้งในการ Unlock เอาไว้ใช้งานระยะยาว

    👉 ลำดับขั้นตอนการเริ่มต้นใช้งานระบบนำทาง StarSense

    เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของระบบนำทางผ่านสมาร์ทโฟนอย่างชัดเจน ขั้นตอนการเตรียมการใช้งานถูกออกแบบมาให้ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน

    การตั้งค่าแอปพลิเคชันครั้งแรก เริ่มจากการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน StarSense Explorer ลงในสมาร์ทโฟน (รองรับทั้ง iOS และ Android) จากนั้นนำโค้ด 8 หลักจากใบสีส้มกรอกลงในแอปเพื่อปลดล็อก เลือกรุ่นกล้องเป็น Celestron LT114AZ แล้วยืนยัน

    เมื่อระบบพร้อมทำงาน นำสมาร์ทโฟนไปติดตั้งบนแท่นยึดบริเวณลำกล้อง กดไอคอน StarSense และเลือกคำสั่ง Need Alignment

    ขั้นตอนการ Alignment คือการปรับศูนย์เล็งของกล้องถ่ายรูปบนโทรศัพท์ให้ตรงกับแนวสายตาของลำกล้องดูดาว ในการใช้งานครั้งแรก แอปพลิเคชันจะมีคลิปวิดีโออธิบายแต่ละขั้นตอนอย่างละเอียด

    ผู้ใช้เพียงทำตามวิดีโอโดยเล็งกล้องดูดาวไปที่วัตถุไกลๆ บนพื้นโลกในเวลากลางวัน หรือวัตถุที่มองเห็นชัดเจน จากนั้นปรับภาพบนหน้าจอโทรศัพท์ให้ตรงกัน เมื่อกดเสร็จสิ้น ระบบจะจดจำตำแหน่งออฟเซ็ตระหว่างกล้องโทรศัพท์และลำกล้องไว้ทันที

    เมื่อถึงเวลากลางคืน การเริ่มค้นหาดาวทำได้โดยเปิดแอปพลิเคชัน กดเลือกฟังก์ชั่นรูปดาว หรือใช้ไอคอนแว่นขยายพิมพ์ชื่อวัตถุท้องฟ้าที่ต้องการ เช่น พิมพ์ชื่อดาวเสาร์ แล้วกด DONE สำหรับระบบ iOS หรือกด Locate

    สำหรับระบบ Android แอปพลิเคชันจะคำนวณตำแหน่งดวงดาวบนท้องฟ้าทันที พร้อมแสดงลูกศรสีส้มบนหน้าจอ

    ผู้ใช้งานเพียงหมุนปรับขาตั้งกล้องไปตามทิศทางที่ลูกศรชี้ จนกระทั่งลูกศรเปลี่ยนเป็นวงกลมเป้าหมายสีแดง ค่อยๆ ปรับให้ดาวมาอยู่ตรงกลางวงกลม แล้วปล่อยมือเพื่อให้แอปพลิเคชันประมวลผลตำแหน่งขั้นสุดท้าย วงกลมจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเพื่อยืนยันความแม่นยำ จากนั้นสามารถก้มลงมองผ่านเลนส์ใกล้ตาเพื่อรับชมวัตถุท้องฟ้านั้นได้ทันที

    การมีเกราะป้องกันอย่างชั้นบรรยากาศโลก ช่วยให้เรามีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัยบนดาวเคราะห์ดวงนี้ และการมีเทคโนโลยีที่ประสานการทำงานระหว่างระบบออปติคระดับมาตรฐานกับระบบประมวลผลของสมาร์ทโฟน อย่าง Celestron STARSENSE EXPLORER LT114AZ ก็ช่วยเปิดมุมมองจากพื้นโลก ทะลุผ่านบรรยากาศออกไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของจักรวาลได้อย่างง่ายดาย 

    เปลี่ยนคืนธรรมดาใต้แสงดาวให้กลายเป็นการเดินทางสำรวจอวกาศอันน่าตื่นเต้นได้จากพื้นที่หลังบ้านของคุณเอง

    (Affiliate Disclosure) โพสต์นี้มีลิงก์สปอนเซอร์ การซื้อสินค้าผ่านลิงก์อาจสร้างรายได้แก่เรา
    Product Image
    กล้องดูดาว Celestron STARSENSE EXPLORER รุ่น LT114AZ นวัตกรรมกล้องสะท้อนแสง
    เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนเพื่อนำทางค้นหาดาวเคราะห์และวัตถุห้วงอวกาศได้อย่างแม่นยำ มาพร้อมหน้ากล้องขนาดใหญ่ 114 มิลลิเมตร รวมแสงได้ดีเยี่ยม ให้ภาพสว่างคมชัด พร้อมกำลังขยายสูงสุดถึง 269 เท่า ส่องเห็นวงแหวนดาวเสาร์และหลุมอุกกาบาตบนดวงจันทร์ได้อย่างชัดเจน เปลี่ยนการดูดาวอันซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่ายและน่าตื่นเต้นสำหรับทุกคนในครอบครัว พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของเพื่อเปิดประตูสู่จักรวาลได้แล้ววันนี้
    Product Image
    กล้องดูดาว Celestron STARSENSE EXPLORER รุ่น LT114AZ ยกระดับการสังเกตการณ์ท้องฟ้า
    ระบบออปติคสะท้อนแสงคุณภาพสูง รับแสงได้มากกว่าดวงตามนุษย์ถึง 265 เท่า ปลดล็อกระบบนำทางอัจฉริยะผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน ช่วยค้นหาและชี้พิกัดดวงดาวได้อย่างแม่นยำโดยไม่ต้องอาศัยการอ่านแผนที่ดาวแบบเดิม สัมผัสประสบการณ์การสำรวจอวกาศระดับมืออาชีพในโครงสร้างที่ใช้งานง่าย คุ้มค่า สั่งซื้อวันนี้เพื่อเริ่มออกเดินทางท่องดวงดาวได้ทันทีจากบ้านของคุณ

    ข้อมูล กล้องดูดาว Celestron STARSENSE EXPLORER LT114AZ
    หัวข้อคุณสมบัติ (Specification) รายละเอียดทางเทคนิค (Details)
    ชื่อรุ่นสินค้า Celestron STARSENSE EXPLORER LT114AZ
    ระบบออปติค (Optical Design) กล้องสะท้อนแสง (Newtonian Reflector) - ภาพกลับหัว
    ขนาดหน้าเลนส์/กระจกรับแสง (Aperture) 114 มม. (4.5 นิ้ว)
    ทางยาวโฟกัส (Focal Length) 1000 มม. (39.3 นิ้ว)
    อัตราส่วนความยาวโฟกัส (Focal Ratio) f/9
    ความยาวหลอดออปติคอล (Optical Tube Length) 609.6 มม. (24 นิ้ว)
    สารเคลือบกระจก (Optical Coating) อลูมิเนียม (Aluminum)
    กำลังรวมแสง (Light Gathering Power) 265 เท่า (เมื่อเทียบกับดวงตามนุษย์)
    ช่วงกำลังขยายใช้งาน (Magnification Range) 16 เท่า – 269 เท่า
    กำลังขยายสูงสุดตามทฤษฎี (Highest Useful Magnification) 269 เท่า
    กำลังขยายต่ำสุด (Lowest Useful Magnification) 16 เท่า
    ความยาวโฟกัสเลนส์ใกล้ตา ช่องมองที่ 1 25 มม. (0.98 นิ้ว) - ให้กำลังขยาย 40 เท่า
    ความยาวโฟกัสเลนส์ใกล้ตา ช่องมองที่ 2 10 มม. (0.39 นิ้ว) - ให้กำลังขยาย 100 เท่า
    เลนส์ขยายเพิ่มเติม (Barlow Lens) 2X Barlow Lens (เพิ่มกำลังขยายร่วมกับเลนส์ 10มม. เป็น 200 เท่า)
    ระดับความสว่างดวงดาวที่เห็น (Limiting Stellar Magnitude) ระดับ 12.8
    ค่าความละเอียดเชิงมุม (Resolution - Rayleigh) 1.22 arc seconds
    ค่าความละเอียดเชิงมุม (Resolution - Dawes) 1.02 arc seconds
    กล้องเล็งนำทาง (Finderscope) StarPointer แบบ Laser จุดแดง (Red Dot)
    ประเภทเมาท์ฐานตั้ง (Mount Type) Manual Alt-Azimuth (ปรับหมุนแกนราบ-ดิ่ง)
    ระดับความสูงขาตั้งกล้อง (Tripod Height) 70 ซม. (ต่ำสุด) – 130 ซม. (สูงสุด)
    ขนาดลำกล้อง (Optical Tube Dimensions) 48 x 28 ซม.
    น้ำหนักตัวกล้องรวม (Total Weight) 4.71 กิโลกรัม
    ขนาดบรรจุภัณฑ์ (Package Dimensions) 92 x 50 x 23 ซม.
    ซอฟต์แวร์และการนำทาง (Software & Apps) แอปพลิเคชัน StarSense Explorer ( Unlock ได้ 5 ครั้ง) และโปรแกรม Starry Night Basic Edition (Single User / 2 เครื่อง)

      Translate