ReReef ครีมกันแดด SPF50 เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล จุดเริ่มต้นของการปกป้องผิว ที่ช่วยรักษาผืนหญ้าทะเล และ ต่อชีวิตให้พะยูน
ReReef ครีมกันแดดเป็นมิตรต่อปะการังและสิ่งแวดล้อมทางทะเล SPF50 ไม่ได้เป็นเพียงการดูแลผิวในวันออกแดด
ข้อมูล ReReef ครีมกันแดดเป็นมิตรต่อปะการังและสิ่งแวดล้อมทางทะเล SPF50
ข้อมูล ReReef ครีมกันแดดเป็นมิตรต่อปะการังและสิ่งแวดล้อมทางทะเล SPF50
แต่คือสัญลักษณ์ของความใส่ใจที่เตือนให้เรารู้ว่า การรักษาระบบนิเวศชายฝั่ง สุขภาพของผืนหญ้าทะเล และการต่อลมหายใจให้ชีวิตของพะยูน ล้วนเริ่มต้นได้จากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัว
เพราะทุกครั้งที่เราเลือกปกป้องผิวโดยไม่ทิ้งสารเคมีทำร้ายธรรมชาติ เราทุกคนก็กำลังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการหยุดยั้งวิกฤตสิ่งแวดล้อม และคืนความสมบูรณ์ให้ท้องทะเลได้อย่างยั่งยืน
บ้านของ "พะยูน" กำลังหายไป...จากผืนหญ้าทะเล และทางเลือกเล็กๆ ที่จะช่วยปกป้องมหาสมุทร
ท้องทะเลสีครามอันสดใส ในน้ำใสสะอาดนั้นมีสิ่งมีชีวิตตัวโต รูปร่างอ้วนทึบ เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า เอื่อยเชื่อย แต่ว่ากลับน่าเอ็นดูจนหัวใจฟู... สัตว์น้ำที่ใครหลายคนยกย่องให้เป็น "เงือกแห่งท้องทะเล" นั่นก็คือ "พะยูน" สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทางทะเลสุดน่ารัก ที่เรามักจะได้เห็นภาพอันแสนอบอุ่นของแม่พะยูนอุ้มลูกน้อยขึ้นมาให้นมเหนือผิวน้ำอยู่เสมอ
แต่รู้ไหมว่า ในทางสายวิวัฒนาการแล้ว สัตว์หน้าตาใจดีชนิดนี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดกับวาฬหรือโลมาเลยสักนิด
หากแต่ว่าบรรพบุรุษร่วมสายตรงของพะยูนคือ "ช้าง" สัตว์บกตัวใหญ่ที่เราคุ้นเคยกันดี ความเป็นญาติใกล้ชิดนี้เองที่ทำให้พะยูนตัวผู้มีงาเล็กๆ ซ่อนอยู่ใต้ริมฝีปาก มีเต้านมอยู่บริเวณโคนครีบข้างลำตัว และมีชั้นผิวหนังที่หนาเตอะคล้ายคลึงกับช้างอย่างน่าทึ่ง
ที่สำคัญไปกว่านั้น พะยูนคือ "สัตว์กินพืชเพียงชนิดเดียวในท้องทะเล" ที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการกิน "หญ้าทะเล" เป็นอาหารหลัก พะยูนตัวโตเต็มวัยหนึ่งตัวมีความต้องการพลังงานสูงมาก จนสามารถเล็มกินหญ้าทะเลได้มากถึงวันละ 30 ถึง 40 กิโลกรัมเลยทีเดียว
"เครื่องตัดหญ้าธรรมชาติ" ผู้สร้างชีวิตให้ผืนทรายใต้น้ำ
พฤติกรรมการกินอาหารของพะยูนไม่ได้เป็นแค่การกินให้อิ่มท้องไปวันๆ เพื่อตัวเองเท่านั้น แต่ในมุมมองของนักนิเวศวิทยา พะยูนเปรียบเสมือนการทำงานของ "เครื่องตัดหญ้าธรรมชาติ" ชิ้นสำคัญที่คอยดูแลรักษาสุขภาพของระบบนิเวศชายฝั่ง
เวลาที่พะยูนหิว มันจะใช้ริมฝีปากอันหนาและแข็งแรงไถลงไปบนพื้นทรายเพื่อกินหญ้าทะเลลึกไปจนถึงส่วนเหง้าใต้ดิน การกระทำนี้ทิ้งร่องรอยยาวบนพื้นทรายใต้น้ำที่เรียกกันว่า "รอยเลียบพะยูน"
การไถพรวนดินใต้น้ำของพะยูนช่วยเปิดโอกาสให้แสงแดดส่องลงไปถึงชั้นตะกอน เกิดการหมุนเวียนของสารอาหารที่จมตัวอยู่ และกระตุ้นให้ผืนหญ้าทะเลเร่งแตกใบอ่อนชุดใหม่ขึ้นมาแทนที่
ใบหญ้าทะเลที่ได้รับการเล็มและพรวนดินเป็นประจำจึงอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าการปล่อยให้หญ้าทะเลแก่ชราและเน่าเปื่อยไปเองตามธรรมชาติ พะยูนจึงเป็นทั้งผู้บริโภคและผู้ดูแลสวนใต้ทะเลไปในคราวเดียวกัน
วิกฤตโดมิโนเมื่อผืนหญ้าทะเลตายลงอย่างฉับพลัน
แต่ว่าในปัจจุบัน ภาพความน่ารักของพะยูนกำลังจะกลายเป็นเพียงอดีต สถานการณ์ของพะยูนในน่านน้ำไทย โดยเฉพาะในแถบทะเลอันดามันอย่างจังหวัดตรังและกระบี่ ซึ่งเคยเป็นบ้านหลังใหญ่ที่สุดของพะยูน กำลังเข้าขั้นวิกฤตอย่างน่าใจหา
ข่าวการพบร่างพะยูนเกยตื้นทยอยมีออกมาอย่างต่อเนื่อง และในครั้งนี้ สาเหตุหลักไม่ได้เกิดจากแค่การโดนเรือชนหรือการติดเครื่องมือประมงเท่านั้น แต่เกิดจากวิกฤต "หญ้าทะเลเสื่อมโทรมและตายลงอย่างฉับพลัน"
ปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างผิดปกติ ผสมโรงกับสภาพอากาศที่ผันผวน ตะกอนดินจากการก่อสร้างชายฝั่ง และมลพิษทางน้ำที่ถูกพัดพาลงสู่ทะเล
มลพิษและความขุ่นมัวเหล่านี้เข้าไปบล็อกแสงแดดไม่ให้ส่องลงไปถึงแปลงหญ้าทะเล ส่งผลให้หญ้าทะเลเหี่ยวเฉา ถอนรากถอนโคน และตายลงเป็นบริเวณกว้างนับหมื่นไร่
เมื่อแหล่งอาหารเพียงหนึ่งเดียวหายไป พะยูนต้องเผชิญกับความอดอยากอย่างรุนแรง ลำตัวที่เคยอ้วนกลมกลับผอมแห้งจนเห็นโครงกระดูก พะยูนหลายตัวต้องจำใจอพยพย้ายถิ่นฐานไปเสี่ยงภัยในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยและจบชีวิตลงในที่สุด
ความสูญเสียนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่น้องพะยูนเท่านั้น เพราะหญ้าทะเลเปรียบเสมือน "ปอดและปราการปกป้องชายฝั่ง" ของโลก หญ้าทะเลคือแหล่งกักเก็บคาร์บอนชีวภาพหรือ "บลูคาร์บอน" (Blue Carbon) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดโอไซด์ได้สูงกว่าป่าบกหรือป่าฝนทวีปมากถึง 35 เท่า
เมื่อผืนหญ้าทะเลตายลง คาร์บอนที่ถูกสะสมไว้ใต้ชั้นดินใต้น้ำนานนับร้อยปีจะถูกปลดปล่อยกลับคืนสู่มหาสมุทรและชั้นบรรยากาศ ซ้ำเติมปัญหาโลกร้อนให้ยิ่งวิกฤต
นอกจากนี้ การดับสูญของหญ้าทะเลยังส่งผลกระทบเป็นโดมิโนต่อระบบนิเวศทั้งหมด หญ้าทะเลคือบ้านและสถานอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ทั้งกุ้ง หอย ปู และปลาเศรษฐกิจ
เมื่อไม่มีหญ้าทะเล สัตว์เล็กไม่มีที่ซ่อน ตัวใหญ่ก็ไม่มีอาหาร ปริมาณสัตว์น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้าน
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไม่มีรากหญ้าทะเลช่วยยึดเกาะหน้าดิน คลื่นลมก็กัดเซาะชายฝั่งรุนแรงขึ้น ตะกอนดินไหลตะกอนทับถมจนน้ำทะเลขุ่นมัว และส่งผลเสียลามไปทำลาย "แนวปะการัง" ที่อยู่ใกล้เคียงตามไปด้วย
การปกป้องพะยูนและระบบนิเวศชายฝั่งจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการรักษาจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเพื่อไม่ให้มหาสมุทรล่มสลาย
จากปัญหาในทะเล สู่สิ่งที่เราพกใส่กระเป๋าไปเที่ยว
เวลาเราไปเที่ยวทะเล เราทุกคนต่างอยากสัมผัสสายลม แสงแดด และผืนน้ำใสๆ แต่รู้ไหมว่า หนึ่งในสิ่งที่เรานำติดตัวไปและอาจสร้างบาดแผลให้กับท้องทะเลโดยไม่รู้ตัวก็คือ "ครีมกันแดดที่คุณทาบนร่างกาย"
ครีมกันแดดแบบเคมี (Chemical Sunscreen) ทั่วไป มักมีส่วนผสมของสารเคมีกันแดด เช่น Oxybenzone, Octinoxate, Octocrylene รวมถึงสารกันเสียกลุ่ม Paraben สารเคมีเหล่านี้เมื่อเราลงเล่นน้ำทะเล จะหลุดล้างออกจากผิวและสะสมอยู่ในน้ำ
ถึงแม้จะเป็นปริมาณเพียงน้อยนิดจากนักท่องเที่ยวคนหนึ่ง แต่เมื่อรวมกันจากคนนับพันนับหมื่น สารเคมีเหล่านี้จะกลายเป็นมลพิษทางน้ำที่เข้าไปทำลายตัวอ่อนของสัตว์ทะเล ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว และซ้ำเติมความอ่อนแอของระบบนิเวศชายฝั่งและแปลงหญ้าทะเลอย่างรวดเร็ว
หากเราอยากให้พะยูนยังมีหญ้าทะเลกิน อยากให้แนวปะการังยังคงสวยงามสมบูรณ์ การเปลี่ยนมาใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลจึงเป็นก้าวเล็กๆ ที่เริ่มต้นได้ทันทีที่ตัวเราเอง
ReReef Sunscreen SPF50 เกราะปกป้องผิวที่ไม่รังแกท้องทะเล
ครีมกันแดดสำหรับทาผิวกายในทุกๆ วัน และพร้อมพกพาไปเที่ยวทะเลได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องรู้สึกผิดต่อธรรมชาติ "ReReef ครีมกันแดดเป็นมิตรต่อปะการัง Mineral-based Reef-safe Ocean-friendly Sunscreen SPF50" ออกแบบมาเพื่อคุณและมหาสมุทรโดยเฉพาะ
ครีมกันแดด ReReef ขวดนี้ (ขนาด 40 กรัม) เป็นสูตรที่คิดค้นและผลิตขึ้นในประเทศไทย โดยอ้างอิงจากงานวิจัยทางทะเลล่าสุด เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นมิตรต่อปะการังและสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างแท้จริง
1. ตัดสารเคมีอันตรายออกทั้งหมด (100% Ocean-Safe Formulation)
ความตั้งใจแรกของ ReReef คือการ ไม่ใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังและสิ่งแวดล้อมทางทะเลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Oxybenzone, Octinoxate, Octocrylene หรือ Paraben รวมถึงสารเคมีสกัดสังเคราะห์อื่นๆ ที่สะสมในธรรมชาติได้
ที่สำคัญ ครีมกันแดดสูตรนี้สามารถ ย่อยสลายได้อย่างสมบูรณ์ในธรรมชาติ (Biodegradable) ไม่ทิ้งสารตกค้างสะสมไว้ในผืนน้ำหรือชั้นตะกอนทราย ให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกครั้งที่ลงเล่นน้ำ คุณกำลังช่วยรักษาบ้านของพะยูนและปะการังอย่างแท้จริง
2. ปกป้องสะท้อนแสงแดดด้วยสินแร่ธรรมชาติ (Mineral-Based Sunscreen SPF50)
ReReef เลือกใช้สารป้องกันแสงแดดหลักจากสินแร่ธรรมชาติอย่าง Zinc Oxide ร่วมกับ Titanium Dioxide ซึ่งทำงานด้วยกลไกการสะท้อนรังสี UV ออกจากผิวหนัง (Physical Sunscreen) เหมือนมีกระจกเงาชิ้นเล็กๆ คอยปกป้องผิว
แทนที่จะใช้สารเคมีซึมลงผิวเพื่อดูดซับแสงแดด สามารถปกป้องผิวจากแสงแดดอันร้อนแรงได้สูงถึง SPF 50 เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการทาผิวกายก่อนออกเผชิญแสงแดดกลางแจ้งในชีวิตประจำวัน หรือวันตะลุยกิจกรรมชายหาด
3. อัดแน่นด้วยสารสกัดบำรุงผิวจากธรรมชาติ (Nourishing Nature Ingredients)
นอกจากคุณสมบัติในการกันแดดที่ยอดเยี่ยมแล้ว ReReef ยังใส่ใจเรื่องการบำรุงผิวพรรณอย่างล้ำลึก ไม่ทำให้ผิวแห้งกร้านจากการโดนแดดแรง ด้วยการผสานพลังสารบำรุงจากธรรมชาติหลากหลายชนิด
น้ำมันโจโจ้บา (Jojoba Oil / Simmondsia Chinensis Seed Oil)
น้ำมันสกัดจากธรรมชาติที่มีโครงสร้างคล้ายน้ำมันใต้ผิวหนัง มอบความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ไม่แห้งลอกหลังเผชิญแดด
สารสกัดว่านหางจระเข้ (Aloe Barbadensis Leaf Extract)
ช่วยปลอบประโลมผิว ลดอาการแสบร้อนหรือระคายเคืองที่เกิดจากแสงแดดและความร้อน
Vitamin B3 (Niacinamide)
ฟื้นฟูและบำรุงผิวให้แลดูกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ ปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ
Vitamin E (Tocopheryl Acetate)
สารต้านอนุมูลอิสระทรงประสิทธิภาพ ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากการถูกทำลายโดยรังสี UV คืนความยืดหยุ่นให้ผิว
Sodium Hyaluronate & Allantoin
เติมเต็มและกักเก็บน้ำไว้ในชั้นผิว ให้ผิวยังคงความชุ่มชื้น อิ่มน้ำ พร้อมลดโอกาสเกิดการระคายเคืองผิวจากปัจจัยภายนอก
4. ใช้ง่าย ทาได้ทุกวันเพื่อสุขภาพผิวที่ดี
เพียงทาครีมกันแดด ReReef บริเวณผิวกายก่อนออกเผชิญแสงแดดเป็นประจำทุกวัน คุณจะได้ทั้งการปกป้องผิวจากรังสี UV ระดับ SPF50 และการบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ชุ่มชื้น สุขภาพดีไปพร้อมๆ กัน
เปลี่ยนครีมกันแดดของคุณ เพื่อคืนบ้านที่ปลอดภัยให้พะยูน
การช่วยชีวิตพะยูน การปกป้องผืนหญ้าทะเล และการรักษาแนวปะการังไม่ได้เริ่มต้นที่การทำเรื่องยิ่งใหญ่เสมอไป แต่มันเริ่มต้นจาก "ทางเลือกเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของเรา"
เมื่อเราตระหนักว่ามลพิษทางน้ำส่งผลเป็นโดมิโนไปทำลายแหล่งอาหารเพียงหนึ่งเดียวของพะยูน การเลือกใช้ครีมกันแดดที่ไม่ทิ้งสารเคมีพิษไว้ในแม่น้ำลำคลองและมหาสมุทร คือการหยุดย้างวงจรร้ายนั้นด้วยมือเราเอง
ให้ ReReef Sunscreen SPF 50 เป็นตัวแทนความใส่ใจของคุณ ทั้งต่อสุขภาพผิวของตัวคุณเอง และต่อสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ใหญ่ๆ ในท้องทะเล เพื่อให้พะยูน "เจ้าเงือกน้อยแห่งอันดามัน" ยังคงมีผืนหญ้าทะเลให้อิ่มท้อง มีบ้านที่ปลอดภัย และอยู่คู่กับมหาสมุทรไทยไปอีกยาวนานตราบนานเท่านาน
| คุณลักษณะ / หัวข้อ | รายละเอียดข้อมูลสินค้า |
|---|---|
| ชื่อผลิตภัณฑ์ | ReReef ครีมกันแดดเป็นมิตรต่อปะการัง Mineral-based Reef-safe Ocean-friendly Sunscreen SPF50 |
| แบรนด์ | ReReef (รีรีฟ) |
| ปริมาณสุทธิ | 40 กรัม (g) |
| ประเทศผู้ผลิต | ประเทศไทย (สูตรเฉพาะอ้างอิงงานวิจัยล่าสุดเพื่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล) |
| ประเภทของกันแดด | กันแดดสะท้อนแสงจากสินแร่ธรรมชาติ (Mineral-based / Physical Sunscreen) ย่อยสลายได้สมบูรณ์ในธรรมชาติ |
| ระดับการป้องกันแสงแดด | SPF 50 |
| สารป้องกันแสงแดดหลัก | Zinc Oxide และ Titanium Dioxide |
| สารเคมีที่ปราศจาก (Free-from) | ปราศจาก Oxybenzone, Octinoxate, Octocrylene, Paraben และสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อปะการังทั้งหมด 100% |
| สารบำรุงผิวสำคัญ | น้ำมันโจโจ้บา (Jojoba Oil), สารสกัดว่านหางจระเข้, Vitamin B3 (Niacinamide), Vitamin E, Sodium Hyaluronate และ Allantoin |
| วิธีใช้ | ใช้ทาบริเวณผิวกายก่อนเผชิญแสงแดดเป็นประจำทุกวัน เพื่อการบำรุงและปกป้องผิวจากแสงแดด |
| ส่วนประกอบทั้งหมด (Full Ingredients) | WATER, ZINC OXIDE, C12-15 ALKYL BENZOATE, CAPRYLIC/CAPRIC TRIGLYCERIDE, TITANIUM DIOXIDE, BIS-PEG-12 DIMETHICONE BEESWAX, SIMMONDSIA CHINENSIS SEED OIL, NIACINAMIDE, ALCOHOL, CETEARYL ALCOHOL, GLYCERYL STEARATE, PEG-100 STEARATE, SODIUM POLYACRYLATE, ALOE BARBADENSIS LEAF EXTRACT, C13-14 ISOPARAFFIN, PHENOXYETHANOL, SODIUM HYALURONATE, HYDROXYETHYLCELLULOSE, LAURETH-7, ALLANTOIN, TOCOPHERYL ACETATE, PERFUME |
